วิธีบำบัดน้ำเพื่อรักษา มาตรฐาน น้ำ Cooling Tower ให้ผ่านเกณฑ์ตลอดอายุการใช้งาน

มาตรฐาน น้ำ Cooling Tower ที่ดีควรเป็นอย่างไร?
มาตรฐานน้ำสำหรับ Cooling Tower (ประเภท Open Recirculating System) ไม่ใช่เพียงแค่น้ำใสสะอาดด้วยตาเปล่า แต่ต้องมีสมดุลทางเคมีที่เหมาะสม ตามหลักวิศวกรรมสากลและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ควรรักษาค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ให้อยู่ในช่วงที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง ดังนี้:
- pH (ความเป็นกรด-ด่าง): ควรอยู่ที่ 6.5 9.0 (ค่าที่เป็นกลางถึงด่างอ่อนๆ ช่วยป้องกันการกัดกร่อน แต่ถ้าสูงเกินไปจะเสี่ยงตะกรัน)
- Conductivity (ค่าความนำไฟฟ้า): ไม่เกิน 2,500 3,000 µS/cm (ค่านี้แปรผันตามคุณภาพน้ำดิบ แต่ไม่ควรปล่อยให้สูงเกินขีดจำกัดการละลาย)
- Total Hardness (ความกระด้าง): ไม่เกิน 500 ppm (ในรูป CaCO) หากเกินกว่านี้ แคลเซียมจะเริ่มจับตัวเป็นหินปูน
- Microbial Count (เชื้อจุลินทรีย์): Total Bacteria Count ต้องน้อยกว่า 100,000 CFU/ml และที่สำคัญที่สุดคือต้องตรวจไม่พบเชื้อ Legionella (< 100 CFU/ml) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
เจาะลึกผลกระทบและการบำบัดรักษา (Water Treatment Program)
การดูแลน้ำ Cooling Tower คือการทำสงครามกับ 3 ศัตรูหลัก ที่ไม่สามารถกำจัดให้หายไปตลอดกาลได้ แต่ต้อง "ควบคุม" ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย:
1. Scale (ตะกรัน) ปัญหาจากแร่ธาตุส่วนเกิน
เมื่อแคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำเจอกับความร้อนที่ผิวท่อแลกเปลี่ยนความร้อน มันจะตกผลึกเป็นของแข็ง (หินปูน) เกาะติดแน่น ตะกรันมีความนำความร้อนต่ำมาก เพียงแค่ตะกรันหนาเท่ากระดาษ A4 (0.1 มม.) ก็สามารถทำให้ค่าไฟของระบบ Chiller เพิ่มขึ้นได้ถึง 5-10%
วิธีแก้: ใช้สารเคมีกลุ่ม Scale Inhibitor (Polymer/Phosphonate Base) ซึ่งจะเข้าไปบิดโครงสร้างผลึกของแคลเซียม ทำให้มันไม่สามารถเกาะตัวกันเป็นก้อนแข็งได้ และล่องลอยอยู่ในน้ำจนกว่าจะถูก Bleed off ทิ้งไป
2. Corrosion (การกัดกร่อน) ปัญหาจากน้ำเป็นกรด
หากค่า pH ต่ำ หรือค่า Conductivity สูงเกินไปจนเกิดกระแสไฟฟ้าเคมี (Galvanic Corrosion) น้ำจะเริ่มกัดกินเนื้อเหล็กของท่อ ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง ท่อรั่ว และเกิดตะกรันสนิมแดง
วิธีแก้: ใช้สาร Corrosion Inhibitor ซึ่งจะทำหน้าที่สร้างฟิล์มบางระดับโมเลกุล (Passivation Film) เคลือบที่ผิวโลหะ ป้องกันไม่ให้น้ำสัมผัสกับเนื้อเหล็กโดยตรง
3. Bio-fouling (เมือกชีวภาพ) ปัญหาจากสิ่งมีชีวิต
Cooling Tower คือบ้านที่แสนสุขของเชื้อโรค เพราะมีทั้งน้ำ อุณหภูมิอุ่นๆ (30-37°C) และแสงแดด ตะไคร่น้ำและแบคทีเรียจะสร้างเมือกเหนียว (Biofilm) ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีเยี่ยม (แต่เราไม่ต้องการ) และเมือกนี้ยังเป็นเกราะป้องกันให้เชื้อโรคร้ายอย่าง Legionella ซ่อนตัวอยู่ด้านใต้
วิธีแก้: ต้องใช้สารฆ่าเชื้อ (Biocide) สลับกัน 2 ประเภท
- Oxidizing Biocide: ออกฤทธิ์เร็วและแรง เช่น คลอรีน หรือ โบรมีน เพื่อฆ่าเชื้อทันที
- Non-oxidizing Biocide: ออกฤทธิ์ช้าแต่คงทน เพื่อกำจัดเชื้อที่ดื้อยา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับมาตรฐานน้ำ
Q1: ควรตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ Cooling Tower บ่อยแค่ไหน?
ควรตรวจวัดค่าเบื้องต้น (pH, Conductivity) ทุกวัน โดยช่างหน้างาน และควรเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ (Lab) เพื่อวิเคราะห์ละเอียดครบทุกพารามิเตอร์ อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง
Q2: หากค่า pH สูงเกินมาตรฐาน ควรทำอย่างไร?
ค่า pH ที่สูง (เกิน 9.0) มักมาพร้อมความเสี่ยงตะกรัน วิธีแก้ไขคือการเพิ่มอัตราการ Bleed off เพื่อถ่ายเทน้ำเก่าออก หรือในบางระบบขนาดใหญ่ อาจมีการเติมกรดซัลฟิวริก (Sulfuric Acid) เจือจางเพื่อปรับค่า pH ลง (แต่วิธีนี้ต้องควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะเสี่ยงต่อการกัดกร่อนสูง)
Q3: โรคลีจิโอเนลลา (Legionella) น่ากลัวแค่ไหน?
น่ากลัวมาก เพราะเชื้อนี้อาศัยอยู่ในละอองน้ำฝอย (Drift) ที่ปลิวออกจาก Cooling Tower หากคนสูดดมเข้าไป จะทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง (Legionnaires' disease) จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ กฎหมายจึงเข้มงวดมากเรื่องการตรวจเชื้อและทำความสะอาดถาดน้ำ




